ความคิดเห็นทั้งหมดเกี่ยวกับ "เรื่องจริง"และผลรางวัล
posted on 21 Aug 2007 14:54 by ennisdelmarblog in movieชอบนะโจ้ก หนังมันชัดเจน ง่ายและตรง
แต่ในความเรียบและเป็นระเบียบของมัน
ก็มีความละเอียดและใส่ใจในวิธีการอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนประเด็นเรื่อง เราก็เข้าใจและรู้สึกไปกับโจ้กมาก
ลุ้น โล่ง หัวเราะ และน้ำตาไหลไปกับโจ้กด้วย
ขอบคุณนะที่ทำหนังเรื่องนี้แล้วเอามาให้ดู
(ไทย, วิชาติ สมแก้ว, 2550, A+)
ถือว่าโชคดี ที่ผมยังมีโอกาสได้ดูสารคดีเรื่องนี้หลังจากที่พลาดไปในคราวเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทย (แต่เรื่องนี้ดันยาวตั้ง 80 นาทีได้ ผ่าเหล่าผ่ากอมาก 55+) เพราะผมเชื่อว่าถ้าไม่ได้ดูสารคดีเรื่องนี้คงต้องเสียดายไปอีกนาน
"เรื่องจริง" คือสารคดี(ส่วนตัว)ของผู้กำกับ ผู้ที่บอกกับเราผ่านสารคดีเรื่องนี้ว่าเขาต้องการบอกความจริงเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศของตัวเองให้กับคนใกล้ชิด ทั้งพ่อแม่และเพื่อนสนิท แม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนมีความสุข ไม่มีปัญหาอะไรกับการที่เขาใช้ชีวิตประจำวัน พบปะพูดคุยกับคนรู้จักโดยที่คนเหล่านั้นไม่รู้ว่าเขาเป็นเกย์ แต่เขาก็บอกเราผ่านสารคดีเรื่องนี้ (ซึ่งผู้กำกับบอกว่าสารคดีเรื่องนี้ช่วยชีวิตเขาไว้) ว่าภายใต้ความปกติที่ทุกคนเห็นนั้น เขาต้องเจ็บปวดกับความรู้สึกว่ากำลังโกหกคนอื่นอยู่ตลอดเวลา และกินเวลามานานตลอดชีวิตตั้งแต่รู้ใจตัวเอง
ความกระอักกระอ่วนที่หนังสื่อให้เห็นผ่านการพูดคุยกับเพื่อนและแม่ของผู้กำกับ อาจทำให้คนดูบางส่วนรำคาญ แต่อย่างน้อยเราก็เข้าใจว่าผู้กำกับเองยังไม่อาจแน่ใจต่อผลตอบรับที่จะเกิดขึ้นหากเขาเผยเรื่องจริงออกไป สังคมบริบทของผู้กำกับอาจไม่ใช่สังคมที่แน่ใจได้ร้อยเปอร์เซนต์ว่ายอมรับเพศที่สามเป็นเรื่องปกติ จนมั่นใจได้ว่าถ้าเพื่อนรู้ว่าเขาเป็นเกย์แล้วจะไม่ ignore
ถึงแม้ว่าหนังจะเป็นสารคดี แต่ด้วยความที่เป็นเหมือน "หนังส่วนตัว" ทำให้ผู้กำกับลำดับภาพและเวลาของหนังได้ดี และสะเทือนอารมณ์คนดูอย่างได้ผล ด้วยการค่อยๆไล่เรียงลำดับความเครียดที่ค่อยๆไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมกับเพลงที่เลือกมาคอยกระตุ้นอารมณ์คนดูเป็นระยะๆ ซึ่งได้ผลในระดับเทียบเท่าถึงมากกว่าเพลง "อยากรู้ แต่ไม่อยากถาม" จากหนังเกย์เมนสตรีมอย่าง "เพื่อน กูรักมึงว่ะ"
สุดท้าย... ผมว่าน่าจะเอาหนังเรื่องนี้ไปรับรางวัลที่เบลเยี่ยมแทนหนังของเจ๊พจน์ว่ะ 5555555
แข่งบั้งไฟ/The Rocketกำกับโดย อุรุพงศ์ รักษาสัตย์
ดนตรีสนาม/The Spectrum
กำกับโดยญาณิน พงศ์สุวรรณ
กาลครั้งหนึ่งก่อนสิ้นชาติ/Extinctกำกับโดย กัลป์วีร์ จันทร์ดี
เรื่องจริง/One True Thingกำกับโดย วิชาติ สมแก้ว
จากพี่ MdS
1.ONE TRUE THING (2007, Vichart Somkaew, A+)
80 min
This documentary is certainly one of the best Thai gay films. One of the thing I like in this film is the uninterrupted conversation scenes.
http://celinejulie.blogspot.com/2007/08/one-true-thing-2007-vichart-somkaew.html
3.ONE TRUE THING (2007, Vichart Somkaew)
This is a documentary about the director who was coming out of the closet. He told his close friends and his mother that he was gay, and recorded their reactions.
http://celinejulie.blogspot.com/2007/09/film-which-darkens-my-heart.html
จากพี่ taxi anon
ขอฟ้องพี่น้องประชาชนก่อน ไม่ยุติธรรมอ่ะ เอาสารคดียาวมาแข่งกับสารคดีสั้น ใครจะไปสู้ท่านได้อ่ะครับ ท่านมีเครื่องมือให้ใช้มากกว่า มีเวลาเล่าเรื่องได้ลึกกว่า สารคดีสั้นหรือหนังสั้นมันไม่สามารถใช้กลวิธีบางอย่างๆหนังยาวได้อ่ะ เสียเปรียบมั่กๆ รู้งี้หนีไปสายช้างเผือกพิเศษดีกว่า ...ก็เค้าอายุสิบเจ็ด เอิ๊กกก กั่กๆๆๆ...
นี่เป็นสารคดีไทยที่ดีที่สุดที่ผมเคยดูมาเลยครับ 2/3แรกของเรื่องอาจดูย้วย พูดอยู่นั่นซะจนน่าเบื่อมาก แต่นี่เป็นกลวิธีทางภาพยนตร์ของเขาครับ เพราะเขาเป็นหนังยาว จึงมีสิทธิเล่นกลกับเวลาด้วยวิธีนี้ได้ หนังเรื่องนี้เป็นสารคดีของตัวคนทำเอง แล้วก็เล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวเองอีกตั่งหัก ประมาณเดียวกับ tarnation แต่เล่าเรื่องซื่อตรงกว่า สรุปคือหนังมันใช้นัยยะ "ขนาดเธอนั่งดูแค่ชั่วโมงยังรู้สึกขนาดนี้ เธอว่าฉันจะรู้สึกอย่างไร..."
หนังมันดีมานด์จากคนดูพอสมควรครับ แต่มันก็ให้รางวัลกับคนดูอย่างสมใจในตอนจบ อย่าไปถูกหลอกโดยหน้าหนังว่านี่เป็นหนังเกย์นะครับ เกย์เป็นแค่เรื่องฉาบหน้าครับ หนังมันลงลึกไปกว่านั้นมากครับ นี่คือหนังแห่งความทุกข์ทรมานของมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องโกหกตัวเองตลอดเวลา มนุษย์คนหนึ่งที่จิตใจสลายเพราะการไม่ยอมรับในตัวเอง หนังมันจึง universal ครับ ขนาดพวกโฮโมโฟเบียอย่างผมดูแล้วยังอินจนน้ำตาซึมเลย หนังมันทรงพลังขนาดนั้น
ชอบคุณแม่ของคนทำหนังคนนี้มาก น่ารักเหลือเกิน จ๊าบสุดๆ และท่านก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตอนจบของหนังเลิศขนาดนี้ หนังมันปลดปล่อยทุกอย่างด้วยการตั้งกล้องอย่างง่ายๆ และถ่ายแช่ ...เทคเดียว
ข้าพเจ้าจึงขอคารวะแก่ภาพยนตร์เรื่อง one true thing จากใจมา ณ.ตรงนี้...
ก่อนอื่นต้องบอกว่าเรารอคอยจะดูหนังเรื่องนี้มานานมาก (เกือบสองปีมั้ง) เพราะได้ข่าวมาตั้งแต่โครงการสารคดีข้างบ้าน 2 เปิดรับสมัครใหม่ๆ แค่พล็อตที่ว่า ผู้ชายคนหนึ่งที่เปิดเผยตัวเองว่าเป็นเกย์ หลังจากที่ปิดบังมาทั้งชีวิต แค่นี้ก็โดนแล้ว และหนังก็สมการรอคอยจริงๆ
ต้องยอมรับว่าช่วงแรกๆ เราก็ออกจะรำคาญเหมือนกัน ที่ผู้กำกับพูดอะไรอ้อมไปอ้อมมา ไม่ยอมพูดอะไรออกมาตรงๆ แต่ใช้วิธีตั้งคำถามแบบบีบๆ คนถูกสัมภาษณ์ (ซึ่งฝ่ายถูกสัมภาษณ์ก็รู้สึก และพูดออกมา) แต่มาคิดดูดีๆ แล้วเราก็เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มากของชีวิต มันคงไม่ได้พูดกันง่ายๆ เรารู้สึกดีมากที่เพื่อนของผู้กำกับแต่ละคนมีทัศนคติต่อเรื่องพวกนี้ดีมาก คือเราไม่รู้หรอกนะว่า ผู้กำกับสัมภาษณ์เพื่อนๆ ทั้งหมดกี่คน (เช่น อาจจะสัมภาษณ์ 20 คน แต่ตัดมาใส่ในหนัง 5 คน) แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้รู้ว่ายังมีคนบางคนที่ เข้าใจ และ ยอมรับ ในตัวของผู้กำกับ
ประเด็นหนึ่งที่เราโดนใจจากหนังเรื่องนี้ มันทำให้เราคิดถึงเรื่องของ ภาพที่ตัวเรามองตัวเอง กับ ภาพที่คนอื่นมองเรา ซึ่งเราก็มีปัญหากับเรื่องนี้มากเหมือนกัน เช่น เพื่อนชอบเข้าใจว่าเราเป็นเด็กเรียน (วันก่อนเราเจอเพื่อนที่ RCA เพื่อนถามเราว่า อ้าว บ้านมึงอยู่แถวนี้เหรอ) อ่านหนังสือทุกวัน อ่านหนังสือสอบล่วงหน้า 2 สัปดาห์ อะไรเทือกนี้ แต่ในความเป็นจริง เราไม่ใช่เด็กเรียน (ถ้า เด็กร่าน อาจจะใช่บ้าง) เวลาสอบเราอ่านหนังสือแค่คืนเดียวก่อนสอบ ไม่เคยอ่านทวนซ้ำ และหลายครั้งก็อ่านไม่จบด้วย เราพยายามบอกเรื่องนี้กับเพื่อนๆ แต่ก็ไม่มีใครยอมเชื่อ (ช่วงแรกๆ คนเดียวที่เชื่อก็คือ roommate เพราะมันได้เห็นเวลาเราอ่านหนังสือไม่ทัน อ่านจนถึงตีสี่ตีห้า อยู่บ่อยๆ) คือความจริงมันก็ไม่ใช่ความทุกข์อะไรมากมายถ้าเพื่อนจะไม่เชื่อเรา แต่บางทีมันก็อึดอัดเหมือนกัน อย่างไรก็ดี ความทุกข์ของเรามันก็คงเทียบกับของผู้กำกับไม่ได้ เพราะเรานั้นรู้ว่าเพื่อน มอง เรายังไง แต่ในกรณีของผู้กำกับ เขาน่าจะ รู้เพียงคร่าวๆ ว่าเพื่อนมองเขายังไง (เช่น เพื่อนคงสงสัยว่าทำไมเราไม่เคยมีแฟนผู้หญิงเลย) หรือบางทีอาจจะไม่รู้เลยหรือไม่แน่ใจ แล้วเขาก็ยังกังวลด้วยว่า ภาพ ของเขาจะเปลี่ยนไปมั้ย ถ้าเขาบอกเพื่อนว่าตัวเองเป็นเกย์
จริงๆ แล้วเราเข้าใจความรู้สึกในส่วนของเพื่อนของผู้กำกับเหมือนกัน ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นที่ใส่หมวก (และหน้าตาดีๆ หน่อย แหะๆ) ที่พูดประมาณว่า มึงไม่บอกกูก็ได้ กูไม่รู้ก็ไม่ตาย มันก็คล้ายๆ กับเรื่องของเรา เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน รุ่นพี่ของเรามานอนค้างที่บ้าน นอนอยู่ดีๆ เขาก็พูดขึ้นมาว่า รู้ใช่มั้ยว่าพี่เป็นเกย์ (แล้วทำไมต้องมาบอกจังหวะที่กูกับมึงนอนอยู่บนเตียง !!??) คือตัวเราน่ะก็พอจะรู้เลาๆ อยู่แล้วว่าเค้าเป็น แต่เราก็ไม่ได้อยากรู้ความจริงโต้งๆ จากปากเขาแบบนี้ พอเรารู้แล้วเราก็แบบ อ้าว แล้วไงอ่ะ แล้วมึงอยากให้กูทำยังไงล่ะ มึงบอกกูทำไม (เราเข้าใจว่าผู้กำกับคงกลัวเหมือนกันว่าเพื่อนอาจจะรู้สึกแบบนี้) ทีนี้มันเลยเข้าข่ายเป็น Inconvenient Truth เลยนะ คือแบบมึงไม่ต้องบอกกูก็ได้น่ะ ไม่บอกกูเสียยังจะดีกว่า คือไม่ใช่พอเรารู้ว่าเขาเป็นเกย์ แล้วจะรู้สึกไม่เหมือนเดิมกับเขานะ แต่ ณ ตอนนั้นเราแค่ไม่เข้าใจว่าเขาบอกเราเพื่ออะไร หรืออยากให้เรา treat กับเขาในอีกแบบ (เช่น เขาอาจจะอยากบอกเราว่า มึงช่วยเลิกชื่นชม แตงโม-ภัทรธิดา ให้กูฟังซะทีเถอะ กูรำคาญอีนมโตนี่เต็มทนแล้ว เป็นต้น) แต่พอถึงตอนนี้เราก็พอเข้าใจว่า จริงๆ แล้วเขาก็อาจจะแค่ อยากบอก เฉยๆ ก็แค่นั้น ไม่มี hidden agenda อะไรเลย แค่อยากจะให้เรารู้-เห็น-เข้าใจ และยอมรับตัวตนของเขาอย่างแท้จริง
ฉากที่ผู้กำกับนั่งคุยกับแม่ก็เป็นฉากที่ทรงพลังมาก (ชอบมากที่ตั้งมุมกล้องแบบนี้) เป็นฉากที่เราร้องไห้เยอะมาก เราก็เหมือนกับผู้กำกับตรงที่ เราก็ไม่เคยบอกรักแม่ และแม่ก็ไม่เคยบอกรักเรา บ้านเราก็ไม่ค่อยแสดงความรัก หรือไม่ค่อยพูดคำว่ารักกันบ่อยๆ (จริงๆ คือ ไม่ค่อยได้พูดกันเท่าไร) แต่เราก็เชื่อว่าแต่ละคน แต่ละครอบครัวก็มีการแสดงออกถึงความรักต่างกันไป (เช่น ช่วงเทศกาลหนังเรากลับบ้านดึกๆ แม่เข้านอนไปแล้ว แม่ก็จะทิ้งโน้ตไว้บนโต๊ะว่า มีข้าวผัดกะเพราอยู่ในตู้เย็น)
ดูหนังเรื่องนี้แล้ว เราก็รู้สึกดี อยากแสดงความยินดีกับผู้กำกับว่าคุณมีแม่ที่น่ารักที่สุดในโลก (ถึงแม้แม่อาจจะมีความคิดที่ไม่ตรงกับลูกบ้าง เช่น เรื่องอยากให้ทำงานข้าราชการ) และก็ยังมีเพื่อนๆ ที่ยอมรับในความเป็นตัวคุณ แต่ในขณะเดียวกันเราก็เศร้ามาก เพราะเรายังมีเพื่อน, ญาติ หรือรุ่นน้องอีกหลายคน ที่เป็นเกย์ แต่ไม่สามารถบอกเรื่องนี้กับครอบครัวได้ (หรือบางทีก็คงไม่ได้บอกเลยทั้งชีวิตนี้) เพื่อนเราคนนึงพอเข้ามหาลัย ก็เปลี่ยนตัวเองใหม่ ด้วยการเก๊กแมนสุดฤทธิ์ (สมัยอยู่โรงเรียนมันแร่ดตั้งแต่ ป.5 คือมันเป็นเพื่อนที่ทำให้เรารู้ว่า definition ของคำว่า ตุ๊ด คือแบบนี้นี่เอง) แล้วก็มีผู้หญิงมาชอบมันมากมาย (มันหน้าตาดี) แต่แล้วพอขึ้นปีสองมันก็ทนไม่ไหว มันบอกว่ามันจะบ้า มันจะเป็นโรคประสาท ถ้ามันทำแบบนี้ต่อไป มันจะต้องฆ่าตัวตายแน่ๆ สุดท้ายมันก็กลับไปแต๋วแตกเหมือนเดิม (แต่แอบสงสารแฟนคลับมันเหมือนกันนะ ฮ่าๆ) หรือน้องอีกคนนึง (ไม่ค่อยแสดงออก) นั่งดูทีวีกับพ่อแม่ที่บ้าน พอมันมีรายการประกวดมิสทิฟฟานี่ พ่อมันก็โพล่งขึ้นมา อีพวกนี้นี่มันอุบาทว์จริงๆ น่าจะตายๆ ไปให้หมดโลก ฟังเรื่องแบบนี้เราก็เศร้า แต่ก็ไม่รู้จะช่วยพวกเขายังไง จนปัญญาจริงๆ
สารคดีเรื่องนี้ ทำให้เรารู้สึกว่า การเป็นตัวของตัวเอง เป็นความสุขที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิต
(และพวกโฆษณาหน้าครีมหน้าเด้ง, ครีมจั๊กแร้ขาว, ครีมใช้เจ็ดวันผัวกลับคืน อะไรพวกนี้แหละ คือสาเหตุหลักที่ทำให้เด็ก generation Y สูญเสียตัวตน)
ป.ล. ทำไมเวลาคุยกับคนอื่นว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วร้องไห้ คนชอบพูดประมาณ แล้ววันนี้น้องเมอร์จะกลับไปสารภาพกับที่บ้านมั้ย ฮ่าๆๆๆๆ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ช่วงหลังๆ มาน้องเมอร์พยายามพาผู้หญิงเข้าบ้านบ้างแล้ว
พี่ก็ร้องไห้ ฉากแม่เช่นกัน แต่เอาเข้าจริง น้ำตาซึมๆ ตั้งแต่ ภาพในโปสเตอร์ปรากฎขึ้นในหนัง พี่ว่าฉากนั้นมันทรงพลังมากๆ มันเป็นฉากที่เพื่อนของโจ๊ก อยู่ในบ้านหลายๆ คน และโจ๊กกำลังเปิดเผยเรื่องนี้กับเพื่อน แต่เราไม่เห็นสีหน้าของโจ๊กเลย พอหนังมันตัดกลับมาเป็นภาพนิ่งที๋โจ๊กกำลังร้องไห้อยู่ พี่ชะงักไปเลย ( พี่ว่าโจ๊กคงร้องไห้ด้วยความซึ้งใจในเพื่อนน่ะ )
ก่อนหน้านั้นก็แอบๆ เบื่อกับฉากที่ไม่ยอมถามเพื่อนตรงๆ ว่า "มีงคิดว่ากูเป็นเกย์หรือเปล่า ? " อ้อมไปมานานมาก หนังมันคงจงใจ ให้เป็นแบบนั้น พี่อาจจะอยู่ในโลกที่ความเป็นเกย์ เป็นเรื่องธรรมดามากๆ เพื่อนๆ หลายคนก็เป็น (แถมยังมีแฟนหล่อมาก ให้เราอิจฉาเล่น) บ่อยครั้งไปงานปาร์ตี้ที่มีผู้หญิงน้อยกว่าเกย์ เราก็เลยรู้สึกว่า เฮ้ย เรื่องธรรมดาแค่นี้ ทำไมไม่บอกๆ ไป แต่เราลืมไปเลยว่า โจ๊ก อยู่ในโลกแบบไหน ถ้ามันบอกกันง่ายๆ โจ๊กคงบอกไปนานแล้ว
แถมฉากที่โจ๊กคุยกับแม่ พี่ยังฟังได้โดย ไม่ต้องอ่านซับไตเติ้ล ฟังสำเนียงที่เราคุ้นเคยอย่างมีความสุข ( ภาษาใต้เองก็มีหลายสำเนียง ) นึกแล้วว่าโจ๊กต้องเป็นคนจังหวัดเดียวกันกับเรา 5 5
อีกอย่างฉากจบก็น่าสนใจมาก ที๋โจ๊กไปบอกพ่อ ว่าเขาเป็นเกย์ หนังมันไม่ได้บอกต่อนะว่า พ่อของเขาคิดอย่างไร มันทำให้เราอยากรู้มากๆ
( ทิ้งท้ายได้เจ๋งดี )
สมมติถ้าเราเป็นกรรมการ เราจะให้รางวัลดังนี้ (อนึ่ง สายช้างเผือก และสายรัตน์ เราดูไม่ครบ ขาดไปสายละโปรแกรม) อ้อ ข้างล่างนี่มาจากความชอบส่วนตัวของเราล้วนๆนะ อย่าไปสนใจอะไรมันมาก
* รางวัลช้างเผือกพิเศษ (นักเรียน)
เบื้องหลังความสำเร็จ (BEHIND THE SCENE) (2006, ระชานนท์ ทวีผล)
* รางวัลปยุต เงากระจ่าง (แอนิเมชั่น)
อันบทเพลงเธอกินฉัน (All the chapter of the song you ate me) (2006, อานนท์ นงค์เยาว์)
* รางวัลดุ๊ก (สารคดี)
เรื่องจริง (One True Thing) (2006-2007, วิชาติ สมแก้ว)
* รางวัลช้างเผือก (นักศึกษา)
FAT GIRL (2007, ชัญชนา + ชญานุช อรรฆจิรัตฐิกาล)
* รางวัลภาพยนตร์นานาชาติ
Revolutionary Song (2005, Istvan Kantor, Canada)
* รางวัลรัตน์ เปสตันยี (บุคคลทั่วไป)
แข่งบั้งไฟ (The Rocket) (2006, อุรุพงศ์ รักษาสัตย์)
* รางวัล MER AWARDS : หนังที่เราชอบที่สุดในเทศกาล
พื้นที่ในสำนึก (Fourth World) (2007, ชญานิษฐ์ วงษ์ทองดี + เตชนันท์ จิรโชติรวี)
รางวัลรัตน์ เปสตันยี(ทั่วไป) - A Voyage of Foreteller / จักรวาล นิลธำรงค์
รอง - A Stranger from the South / พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง
รางวัลดุ๊ก (สารคดี) - เรื่องจริง/One True Thing / วิชาติ สมแก้ว
รอง - กาลครั้งหนึ่งก่อนสิ้นชาติ/Extinct / กัลป์วีร์ จันทร์ดี
รางวัลช้างเผือก(นักศึกษา) - FAT GIRL / ชัญชนา ,ชญานุช อรรฆจิรัตฐิกาล
รอง - (สมัครงาน) / วรรณแวว,แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์
รางวัลโกดัก (ถ่ายภาพด้วยฟิล์ม) - พื้นที่ในสำนึก/Fourth World / ชญานิษฐ์ วงษ์ทองดี, เตชนันท์ จิรโชติรวี
รางวัลขุนวิจิตรมาตรา(ประทับใจด้านใดด้านหนึ่ง) - ของผู้ใหญ่ - Hi / บัณฑิต เทียนรัตน์, คิดถึงพ่อ / ทิพย์ แซ่ตั้ง
ของเด็ก - The Day before revolution / ภาส พัฒนกำจร, เวลา ลาน / ไพรัช คุ้มวัน
อันนี้เป็นรางวัลเพิ่ม จะได้เหมือนเทศกาลหนังตลาดหน่อย เอิ๊กๆๆๆ
รางวัลภาพยอดเยี่ยม(วิดีโอ) - แข่งบั้งไฟ/The Rocket / อุรุพงศ์ รักษาสัตย์
แสดงนำยอดเยี่ยม - อีสาวซากดิบ/The Zombie Chick / ฐิติมน มงคลสวัสดิ์
บท(สนทนา)ยอดเยี่ยม - ความลักลั่นของงานรื่นเริง/The Bangkok Bourgeois Party / ปราปต์ บุนปาน
ตัดต่อยอดเยี่ยม - ผีมะขาม ไพร่ฟ้า ประชาธิปไตย ในคืนที่ลมพัดหวน /Re-presentation / ชาย ไชยชิต, ชิษณุชา คงไว้ลาภ
เสียงยอดเยี่ยม - เพียงบางอย่างยังวนเวียนกับเวลาที่เนิ่นนานและไร้กาล / The everlasting replication of time / ศาตร์ ตันเจริญ
2.ONE TRUE THING (2007, Vichart Somkaew, 80 min, A+)
3.THE SPECTRUM (2006, Yanin Pongsuwan, 48 min, A+)
4.THE ROCKET (2006, Uruphong Raksasad, 18.30 min, A+)
5.ADMIT (2007, Natthapon Timmuang, 19 min, A+)
ทรงพลังมากๆ คือดูแล้วเข้าใจความอึดอัด และความรู้สึก guilty ของผู้กำกับได้ดีเลย หนังทำให้เราเข้าใจและมีอารมณ์ร่วมกับสถานการณ์ได้มากกว่า "เพื่อน กูรักมึงว่ะ" ประมาณเจ็ดสิบล้านเท่า (เอ๊ะ.. พี่โจ๊กจะโกรธมั้ย ผมเอาหนังเค้าไปเทียบกับหนังพจนี 55+) เพลงประกอบก็เพราะและเข้ากับหนังมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ฟังแล้วตายไปเลย กราบหนึ่งที
edit @ 11 Oct 2007 16:08:29 by ennisdelmar
edit @ 20 Nov 2007 18:12:53 by ennisdelmar

ยินดีด้วยนะพี่
ตั้งเเต่นั่นมาทุกคนที่รู้จักผมก็จะรู้ว่า
ผมเป็นเกย์ทั้งหมด ไม่ใช่อะไร
มันรู้สึกสบายใจที่ได้เปิดเผย
ได้เอาอะไรที่เหมือนเกาะจิตใจผมเป็นเวลานานได้สลายออกไป
เเต่ที่ชอบมากอย่างหนึ่งคือ
ตัวพี่โจ๊ก สุดยอด เอาชีวิตตัวเองเป็นหนัง
(ที่ผมยังไม่เคยดู)กล้ามากๆ มันเหมือนทำให้หนังมีพลังมากขึ้น เหมือนใจของพี่โจ๊ก มองเรื่องนี้ว่ามันไม่ได้น่าเกลียด รึต้องปิดบังอะไร เเละทำไปด้วยความรู้สึกของตัวเอง ด้วยใจ
เมื่อความลับ ไม่ได้เป็น ความลับ อีกต่อไป
สุดท้ายอยากดูโคตรๆ! อย่าลืมบอกน้าหาดูได้ที่ไหนอีก
#1 By shikak on 2007-08-21 17:35