ชีวิตคือการเดินทางอันหฤหรรษ์
...บันทึกมันไว้ด้วยหนัง
โดย นภสร ลิ้มไชยาวัฒน์

 

           กว่า 3 ปีที่ ‘สารคดีข้างบ้านโครงการ 2’ ซึ่งอำนวยการสร้างโดย BIOSCOPE ได้ดำเนินการมา...บัดนี้ผลงานทั้ง 3 เรื่องได้แก่ ‘เรื่องจริง’ (One True Thing) ของวิชาติ สมแก้ว, ‘รักในวัยเรียน’ (Love & Learn) ของมัชฌิมา อึ๊งศรีวงษ์กับณัฏฐ์ อภิพงศ์เจริญ และ ‘เออร์รี่ รีไทร์’ (Early Retired) ของฐากูร เข็มปัญญา ก็ได้เดินทางมาถึงบทสรุปแล้ว ด้วยการจัดฉายใน ‘เทศกาลสารคดีไทย VS ไต้หวัน’ ตลอดเดือนตุลาคมที่ TK Park
แต่เรื่องราวของ ‘คนทำสารคดี’ ยังคงต้องเดินทาง เติบโตและเปลี่ยนแปลงต่อไป... และนี่คือ
บทสัมภาษณ์ของพวกเขาเหล่านั้น

            “เหมือนตอนนี้สิ่งที่กดทับหายไปแล้ว คือเรารู้สึกดีมากที่บอก ‘ความจริง’ กับคนอื่นไป เพราะเมื่อก่อนเรารู้สึกว่าเราไม่มีเพื่อนเลย แต่ตอนนี้คุยกับเพื่อนได้เยอะกว่าเดิม ขอบคุณสารคดีเรื่องนี้ที่ช่วยชีวิตเราไว้” – วิชาติ สมแก้ว

เรื่องจริง (One True Thing)
ของ วิชาติ สมแก้ว  
              จะเป็นอย่างไรถ้าชีวิตต้องอยู่กับการโกหกตลอดเวลา โกหกคนอื่นหรือแม้แต่ตัวเอง... ถึงเวลาแล้วที่ “ความจริง” ควรเปิดเผยจากตัวตนของ วิชาติ สมแก้ว ผ่านสารคดีที่มีชื่อว่า ‘เรื่องจริง’ 
               ชายหนุ่มคนเข้มที่นั่งอยู่ตรงหน้าท่าทางสบายๆ คนนี้ จบคณะคุรุศาสตร์สถาปัตย์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เคยเป็นอาจารย์และตอนนี้เทำงานด้านการออกแบบ ทุกอย่างในชีวิตดูลงตัว แล้วในวันหนึ่งเขาก็ตัดสินใจทำสารคดีเปิดเผยตัวเองว่า... “ผมเป็นเกย์”

ทำไมถึงต้องส่งเป็นโครงเรื่องประกวดด้วยคะ เพราะประเด็นนี้ถือว่าละเอียดอ่อนเหมือนกัน
       เพราะเราอึดอัดกับเรื่องนี้มานาน ตั้งแต่อายุ 18-19 ปี แต่คิดไม่ตกว่าจะบอกกับคนอื่นๆ อย่างไร ด้วยความกลัวด้วยจึงเลี่ยงที่จะพูดมาโดยตลอด จนรู้สึกว่าสิ่งนี้ควรมีกำหนดเวลา และโปรเจ็คต์นี้เหมือนเป็นคนมาช่วยเรา ช่วยในที่นี้ไม่ใช่ประเด็นเรื่องหนังแต่เป็นประเด็นชีวิตที่มาบังคับให้เราทำในสิ่งที่ควรจะทำเสียที แล้วได้แรงบันดาลใจจากการดูหนังของพี่ปุ่น (ธัญสก พันสิทธิวรกุล) ที่กล้าเปิดเผยเรื่องนี้ ทำให้เรามองตัวเองเช่นกัน

แล้วกลัวผลลัพธ์ที่จะตามมาหรือไม่
       คิดเยอะมากครับ คิดตลอดเวลาว่าเราเป็นแบบนี้แล้วบอกไปคนอื่นรู้สึกกับเราอย่างไร แต่ต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะรู้สึกว่าอยู่ไม่ได้แล้ว พอรู้ว่ามีโครงการสารคดีข้างบ้านรู้สึกเลยว่าตัวเองเป็นคนป่วย ต้องได้รับการบำบัดเสีย แล้วการทำสารคดีคือโอกาสที่ทำให้เราได้เสนอ “เรื่องจริง” รู้สึกว่าสิ่งนี้จะช่วยเราได้แค่นั้น

แล้วตอนส่งโครงเรื่องเข้ามา เขียนอย่างไรและรู้สึกอย่างไรบ้าง
         ตอนแรกเขียนไว้แต่ไม่ยอมส่ง (หัวเราะ) จนทางหนังสือเลื่อนเวลาออกไป เลยรู้สึกว่าคงต้องส่งเสียที ใช้ชื่อว่า ‘เรื่องจริง’ คือเป็นสิ่งที่ไม่อยากโกหกใครอีกแล้ว รู้สึกไม่ดีที่ต้องอยู่กับการโกหกตลอดเวลาอยากทำอะไรที่เป็นเรื่องจริงเสียที โดยเฉพาะคนที่ใกล้ชิดสนิทกับเราทั้งเพื่อนสนิทจนถึงครอบครัว

แสดงว่าก่อนหน้านั้น ทำตัวแตกต่างจากตัวจริงมากเลยหรือ
        ใช่ๆ คือใช้ชีวิตอย่างที่ผู้ชายเขาทำกัน (หัวเราะ) เด็กๆ ก็จะมีเพื่อนผู้ชายเยอะ กีฬาของผู้ชายก็จะเล่นหมด เตะฟุตบอลจนตอนนี้ก็เตะอยู่ แล้วมีช่วงหนึ่งพอส่งโครงเรื่องผ่านเข้ารอบแล้วแต่ต้องไปเกณฑ์ทหาร เราก็ไปเป็นทหาร ชีวิตยิ่งกว่านิยาย (หัวเราะ) กลับมาถึงได้ทำสารคดีเสียที (แล้วตอนนั้นมีแฟนหรือยัง) ยังครับ

พอได้ทำจริงแล้วรู้สึกอย่างไร
            รู้สึกว่ามี 2 อารมณ์ คือดีใจและกลัว เป็นสองอารมณ์ที่ไม่เข้ากันเลย ตอนมาคุยกับพี่ๆ ที่ BIOSCOPE เราบอกว่ามั่นใจว่าทำได้ แต่ถ่ายจริงนี่คนละเรื่องเลย ตอนถ่ายไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร ทำไปก็คิดว่า “เฮ้ย...มันจะดีเหรอ” ขัดแย้งตลอดเวลา แต่จริงๆ แล้วบางทีก็มีอารมณ์ที่เรากลัวไปเอง โดยเฉพาะตอนแรกเลยตั้งใจว่าจะต้องบอกแม่ก่อน เพราะเขาคือคนที่เรารักมาตลอด คิดว่าถ้าเขารับได้เราก็จะมีความสุขและทำต่อ ตอนนั้นคิดอย่างนี้จริงๆ แต่ถ้าแม่ไม่โอเค เราจะเลิกเลย จะไม่ทำแล้ว

แล้วผลลัพธ์เมื่อบอกแม่เป็นอย่างไร
             เกินคาดมากเลย แม่โอเคทุกอย่างเหมือนแม่จะรู้ลึกๆ ว่าเราเป็นอย่างไรแต่ด้วยความที่ครอบครัวไม่ค่อยพูดกันเท่าไรจะคุยก็แบบเล่นๆ กันมากกว่า (ตอนบอกแม่กดดันไหม) พอควร เพราะเราไม่รู้จะถามอย่างไร ก็กวาดไปเรื่อย จนมีประโยคเราถามว่า ถ้าเราไม่แต่งงานแล้วแม่จะคิดกับเราอย่างไร แม่บอกว่าอยู่คนเดียวได้เหรอ แล้วถามย้อนว่าชอบผู้ชายเหรอ อะไรประมาณนี้ แล้วมีเรื่องที่ตลกมากคือ แม่ชอดบดูดวงมากๆ หมอจะทายว่าเรามีแฟนเป็นผู้หญิงอายุแก่กว่า แม่จะคอยโทร.มาถามตลอด พอวันนั้นที่บอกแม่ไป แม่ก็บอกว่ารู้แล้วว่าหมอมันโกหก (หัวเราะ) จากวันนั้นแม่ก็คงไม่ดูหมออีกเลยมั้ง วันนี้เรารู้สึกว่าสนิทกับแม่มากขึ้น คุยกันมากขึ้น (ยิ้ม)

จากนั้นบอกคนอื่นๆ ต่อเลยหรือ
           ตอนนั้นก็สับสน คิดว่าบอกแค่แม่คนเดียวก็พอแล้ว แต่พอพี่ดา (ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ – บ.ก.ของเรา) บอกว่าถ้าเพื่อนมารู้ทีหลังล่ะ ก็เอาวะกัดฟันสู้ (หัวเราะ) คือต้องใช้พลังเยอะมาก เพราะเพื่อนๆ จะเข้าใจว่าเราเป็นผู้ชายมาตลอด เราก็เลือกที่จะบอกเพื่อนที่เป็นเกย์ก่อนซึ่งเขาโอเคมากเลย ไม่ซีเรียสเลย แล้วก็บอกเพื่อนผู้ชายจริงๆ ที่สนิทที่สุด สุดท้ายเขาบอกว่าไม่ได้แปลกใจอะไรเลย แต่กลับรู้สึกดีที่ว่าเราเห็นเขาเป็นเพื่อนจริงๆ ถึงได้กล้าบอก แล้วก็บอกเพื่อน 3 คนที่อยู่บ้านเดียวกันในตอนนั้น เป็นช่วงที่กดดันที่สุด แต่สุดท้ายเพื่อนก็เข้าใจเรา

ถือว่าสารคดีชิ้นนี้เปลี่ยนแปลงชีวิตเราไหม
            ถามว่าเปลี่ยนไหมอาจจะไม่ใช่คำว่าเปลี่ยนแปลง เพราะจริงๆ เราเป็นอย่างนี้มานานแต่คนอื่นไม่รู้ แต่ถ้าถามว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร มันโล่งอกมากเลยเพราะก่อนหน้านั้นเราเป็นคนอื่นแล้วมันเหนื่อย เหมือนตอนนี้สิ่งที่กดทับหายไปแล้ว คือเรารู้สึกดีมากๆ ที่บอกคนอื่นๆ ไป และเพื่อนสนิทก็ยังสนิทอยู่แต่รู้สึกสนิทยิ่งกว่าเดิม เพราะเมื่อก่อนเรารู้สึกว่าเราไม่มีเพื่อนเลย แต่ตอนนี้คุยกับเพื่อนได้เยอะกว่าเดิม (เหมือนกำแพงของเราหายไป) อื้ม...เหมือนตอบจบเครดิตขึ้นว่า ขอบคุณสารคดีเรื่องนี้ที่ช่วยชีวิตเราไว้ มันยิ่งใหญ่มากจริงๆ 

** เรื่องจริง (One True Thing) ของวิชาติ สมแก้ว ได้รับรางวัลดุ๊ก (ประเภทภาพยนตร์สารคดี) จากเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 11 โดยมูลนิธิหนังไทย

อ่านทั้งหมดได้ที่นี่

......................................................................................................................


       ภาพยนตร์สารคดี “One True Thing เรื่องจริง กำกับโดย วิชาติ สมแก้ว เมื่อความลับที่เขาเก็บงำ นำมาซึ่งความอึดอัด และไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่หากเขาบอกไปอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี และคนที่เขาเลือกที่จะบอกคือ แม่บังเกิดเกล้าและเหล่าเพื่อนพ้องที่เขารัก

       หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายได้จบลง เรามาฟังจากปากตัวจริงเสียงจริงของ วิชาติ สมแก้ว ว่าสิ่งที่เขาต้องการจะบอกคืออะไร

       “ความจริงการตัดสินใจที่จะทำหนังสารคดีเรื่องนี้ มันยากมาก แต่ด้วยเวลา ด้วยความรู้สึกอะไรหลาย ๆ อย่าง คงถึงเวลาแล้วล่ะ ที่เราต้องบอกมันออกไป ถ้าปล่อยไป มันก็ยิ่งแย่ในความรู้สึกลึก ๆ ของเรา ที่เราทำหนังเรื่องนี้คือเราอยากรู้ว่าคนใกล้ตัวคิดยังไงกับเรา รวมทั้งอยากบันทึกช่วงเวลาตอนที่เราสารภาพความจริงตอนนั้น ที่บอกกับเพื่อน ๆ รวมถึงแม่ด้วย ผมใช้วิธีตั้งกล้องทิ้งไว้นานมาก ๆ และคุยถึงเรื่องอื่น ๆ ก่อนกว่าจะตะล่อมคุยถึงเรื่องที่เราอยากจะบอก ตอนแรกรู้สึกกลัวและเกร็งอยู่เหมือนกันว่า ถ้าคนที่เรารักรู้ เขาจะเปลี่ยนไป เขาจะไม่เหมือนเดิมกับเรา อย่างที่เห็นในหนังว่ากว่าผมจะพูดออกมาได้ น้ำตามันไหลออกมาเอง ผมกดดันจนต้องร้องไห้ทุกครั้งที่บอกความจริงออกไป มันเป็นเรื่องลำบากใจมากที่อยู่ ๆ ผมจะเดินไปบอกกับแม่และทุกคนว่า ผมไม่ชอบผู้หญิง ผมเป็นเกย์ครับ

       หลังจากที่ วิชาติได้บอกสิ่งที่ติดค้างในใจให้ทุกคนได้รับรู้ เขารู้สึกหายใจได้คล่อง และเป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น เพื่อนทุกคนยังยืนยันว่าแม้เขาจะเป็นยังไง ถึงอย่างไรเขาก็คือเพื่อนคนหนึ่งทุกวันนี้เขาสนิทกับเพื่อนมากขึ้น เพื่อน ๆ ไม่ได้รังเกียจ และคนที่เขาค่อนข้างหนักใจที่สุด คือบอกแม่ แม่ที่ต้องการให้เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงดี ๆ และมีหลานตัวน้อย ๆ ให้อุ้ม แต่แล้วเมื่อเขาพูดออกไป สิ่งที่เขาได้รับหาใช่การเกลียดชังหรือการด่าทอ ถึงแม้เขาจะเป็นอย่างไร แม่ก็ยังโอบกอดเขาด้วยความรักและความเข้าใจเสมอมา และวันนั้นเป็นวันที่เขาคุยกับแม่เยอะกว่าทุกวัน ถึงแม้เขาและแม่จะไม่เคยได้บอกรักซึ่งกันและกัน แต่เขาก็รู้แล้วว่าแม่รักเขามากแค่ไหน

       นี่คืออีกหนึ่งเสน่ห์ของหนังสารคดี ที่ทำให้คุณมีความรู้สึกร่วมรับรู้กับเรื่องจริงที่เกิดขึ้น อย่างไม่ต้องมีใครมากำกับ

                                              เสาวรส สันประเสริฐ

http://www.tkpark.or.th/th/knwldZn/ppup/prntvsn.aspx?id=12826

edit @ 9 Apr 2008 01:27:00 by ennisdelmar

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ยินดีด้วยนะคะ เรื่องรางวัลและสำคัญเลยคือเรื่องชีวิตของพี่ ^^

#1 By p-i-e on 2008-04-01 15:16