movie

เรื่องจริง (One True Thing)

posted on 25 Jul 2007 11:32 by ennisdelmarblog  in movie

20.08.07/18.00 PM show at GRAND EGV SIAM DISCOVERY

30.07.07/17.00 PM show atPRATRAVADI THERTRE

One True Thing / เรื่องจริง
2006 / Sound / Colour / Feature Documentary /80 Minutes
Cast & Crew
Executive Producer by BIOSCOPE Magazine
Produced by Thunska Pansittivorakul
Directed & Camera by Vichart Somkaew
Edited by Monchai Chatbumrungsuk
Synopsis
ความลับที่เก็บไว้ พร้อมเปิดเผยความจริงครั้งแรกในสารคดีเรื่องจริงเรื่องนี้
The secret of his life, will disclose to public in this story

Update : 201107
.
Review ล่าสุดจากคุณ nanoguy
เรื่องจริง aka One True Thing
(ไทย, วิชาติ สมแก้ว, 2550, A+)

ถือว่าโชคดี ที่ผมยังมีโอกาสได้ดูสารคดีเรื่องนี้หลังจากที่พลาดไปในคราวเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทย (แต่เรื่องนี้ดันยาวตั้ง 80 นาทีได้ ผ่าเหล่าผ่ากอมาก 55+) เพราะผมเชื่อว่าถ้าไม่ได้ดูสารคดีเรื่องนี้คงต้องเสียดายไปอีกนาน

"เรื่องจริง" คือสารคดี(ส่วนตัว)ของผู้กำกับ ผู้ที่บอกกับเราผ่านสารคดีเรื่องนี้ว่าเขาต้องการบอกความจริงเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศของตัวเองให้กับคนใกล้ชิด ทั้งพ่อแม่และเพื่อนสนิท แม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนมีความสุข ไม่มีปัญหาอะไรกับการที่เขาใช้ชีวิตประจำวัน พบปะพูดคุยกับคนรู้จักโดยที่คนเหล่านั้นไม่รู้ว่าเขาเป็นเกย์ แต่เขาก็บอกเราผ่านสารคดีเรื่องนี้ (ซึ่งผู้กำกับบอกว่าสารคดีเรื่องนี้ช่วยชีวิตเขาไว้) ว่าภายใต้ความปกติที่ทุกคนเห็นนั้น เขาต้องเจ็บปวดกับความรู้สึกว่ากำลังโกหกคนอื่นอยู่ตลอดเวลา และกินเวลามานานตลอดชีวิตตั้งแต่รู้ใจตัวเอง

ความกระอักกระอ่วนที่หนังสื่อให้เห็นผ่านการพูดคุยกับเพื่อนและแม่ของผู้กำกับ อาจทำให้คนดูบางส่วนรำคาญ แต่อย่างน้อยเราก็เข้าใจว่าผู้กำกับเองยังไม่อาจแน่ใจต่อผลตอบรับที่จะเกิดขึ้นหากเขาเผยเรื่องจริงออกไป สังคมบริบทของผู้กำกับอาจไม่ใช่สังคมที่แน่ใจได้ร้อยเปอร์เซนต์ว่ายอมรับเพศที่สามเป็นเรื่องปกติ จนมั่นใจได้ว่าถ้าเพื่อนรู้ว่าเขาเป็นเกย์แล้วจะไม่ ignore

ถึงแม้ว่าหนังจะเป็นสารคดี แต่ด้วยความที่เป็นเหมือน "หนังส่วนตัว" ทำให้ผู้กำกับลำดับภาพและเวลาของหนังได้ดี และสะเทือนอารมณ์คนดูอย่างได้ผล ด้วยการค่อยๆไล่เรียงลำดับความเครียดที่ค่อยๆไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมกับเพลงที่เลือกมาคอยกระตุ้นอารมณ์คนดูเป็นระยะๆ ซึ่งได้ผลในระดับเทียบเท่าถึงมากกว่าเพลง "อยากรู้ แต่ไม่อยากถาม" จากหนังเกย์เมนสตรีมอย่าง "เพื่อน กูรักมึงว่ะ"

สุดท้าย... ผมว่าน่าจะเอาหนังเรื่องนี้ไปรับรางวัลที่เบลเยี่ยมแทนหนังของเจ๊พจน์ว่ะ 5555555
ผลการประกวดภาพยนตร์สั้น ในงานเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 11 ประจำปี 2550
.
รางวัลดุ๊ก (ภาพยนตร์สารคดี)
ประกาศณียบัตรชมเชย
แข่งบั้งไฟ
/The Rocketกำกับโดย อุรุพงศ์ รักษาสัตย์
รางวัลรองชนะเลิศ
ดนตรีสนาม/The Spectrum

กำกับโดยญาณิน พงศ์สุวรรณ
รางวัลชนะเลิศ2 รางวัล
กาลครั้งหนึ่งก่อนสิ้นชาติ
/Extinctกำกับโดย กัลป์วีร์ จันทร์ดี
เรื่องจริง/One True Thing
กำกับโดย วิชาติ สมแก้ว
.
ดูผลรางวัลทั้งหมดได้ที่นี่

จากพี่ MdS
1.ONE TRUE THING (2007, Vichart Somkaew, A+)
80 min
This documentary is certainly one of the best Thai gay films. One of the thing I like in this film is the uninterrupted conversation scenes.

http://celinejulie.blogspot.com/2007/08/one-true-thing-2007-vichart-somkaew.html

A FILM WHICH DARKENS MY HEART

3.ONE TRUE THING (2007, Vichart Somkaew)
This is a documentary about the director who was coming out of the closet. He told his close friends and his mother that he was gay, and recorded their reactions.
http://celinejulie.blogspot.com/2007/09/film-which-darkens-my-heart.html


 

จากพี่ taxi anon

เรื่องจริง - 5+++++/5 (เลียนแบบมั่งดิ)

ขอฟ้องพี่น้องประชาชนก่อน ไม่ยุติธรรมอ่ะ เอาสารคดียาวมาแข่งกับสารคดีสั้น ใครจะไปสู้ท่านได้อ่ะครับ ท่านมีเครื่องมือให้ใช้มากกว่า มีเวลาเล่าเรื่องได้ลึกกว่า สารคดีสั้นหรือหนังสั้นมันไม่สามารถใช้กลวิธีบางอย่างๆหนังยาวได้อ่ะ เสียเปรียบมั่กๆ รู้งี้หนีไปสายช้างเผือกพิเศษดีกว่า ...ก็เค้าอายุสิบเจ็ด เอิ๊กกก กั่กๆๆๆ...

นี่เป็นสารคดีไทยที่ดีที่สุดที่ผมเคยดูมาเลยครับ 2/3แรกของเรื่องอาจดูย้วย พูดอยู่นั่นซะจนน่าเบื่อมาก แต่นี่เป็นกลวิธีทางภาพยนตร์ของเขาครับ เพราะเขาเป็นหนังยาว จึงมีสิทธิเล่นกลกับเวลาด้วยวิธีนี้ได้ หนังเรื่องนี้เป็นสารคดีของตัวคนทำเอง แล้วก็เล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวเองอีกตั่งหัก ประมาณเดียวกับ tarnation แต่เล่าเรื่องซื่อตรงกว่า สรุปคือหนังมันใช้นัยยะ "ขนาดเธอนั่งดูแค่ชั่วโมงยังรู้สึกขนาดนี้ เธอว่าฉันจะรู้สึกอย่างไร..."

หนังมันดีมานด์จากคนดูพอสมควรครับ แต่มันก็ให้รางวัลกับคนดูอย่างสมใจในตอนจบ อย่าไปถูกหลอกโดยหน้าหนังว่านี่เป็นหนังเกย์นะครับ เกย์เป็นแค่เรื่องฉาบหน้าครับ หนังมันลงลึกไปกว่านั้นมากครับ นี่คือหนังแห่งความทุกข์ทรมานของมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องโกหกตัวเองตลอดเวลา มนุษย์คนหนึ่งที่จิตใจสลายเพราะการไม่ยอมรับในตัวเอง หนังมันจึง universal ครับ ขนาดพวกโฮโมโฟเบียอย่างผมดูแล้วยังอินจนน้ำตาซึมเลย หนังมันทรงพลังขนาดนั้น

ชอบคุณแม่ของคนทำหนังคนนี้มาก น่ารักเหลือเกิน จ๊าบสุดๆ และท่านก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตอนจบของหนังเลิศขนาดนี้ หนังมันปลดปล่อยทุกอย่างด้วยการตั้งกล้องอย่างง่ายๆ และถ่ายแช่ ...เทคเดียว

ข้าพเจ้าจึงขอคารวะแก่ภาพยนตร์เรื่อง one true thing จากใจมา ณ.ตรงนี้...

จาก merveillesxx
เรื่องจริง (One True Thing) (2006-2007, วิชาติ สมแก้ว, A+++++++)

ก่อนอื่นต้องบอกว่าเรารอคอยจะดูหนังเรื่องนี้มานานมาก (เกือบสองปีมั้ง) เพราะได้ข่าวมาตั้งแต่โครงการสารคดีข้างบ้าน 2 เปิดรับสมัครใหม่ๆ แค่พล็อตที่ว่า ผู้ชายคนหนึ่งที่เปิดเผยตัวเองว่าเป็นเกย์ หลังจากที่ปิดบังมาทั้งชีวิต แค่นี้ก็โดนแล้ว และหนังก็สมการรอคอยจริงๆ

ต้องยอมรับว่าช่วงแรกๆ เราก็ออกจะรำคาญเหมือนกัน ที่ผู้กำกับพูดอะไรอ้อมไปอ้อมมา ไม่ยอมพูดอะไรออกมาตรงๆ แต่ใช้วิธีตั้งคำถามแบบบีบๆ คนถูกสัมภาษณ์ (ซึ่งฝ่ายถูกสัมภาษณ์ก็รู้สึก และพูดออกมา) แต่มาคิดดูดีๆ แล้วเราก็เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มากของชีวิต มันคงไม่ได้พูดกันง่ายๆ เรารู้สึกดีมากที่เพื่อนของผู้กำกับแต่ละคนมีทัศนคติต่อเรื่องพวกนี้ดีมาก คือเราไม่รู้หรอกนะว่า ผู้กำกับสัมภาษณ์เพื่อนๆ ทั้งหมดกี่คน (เช่น อาจจะสัมภาษณ์ 20 คน แต่ตัดมาใส่ในหนัง 5 คน) แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้รู้ว่ายังมีคนบางคนที่ เข้าใจ และ ยอมรับ ในตัวของผู้กำกับ

ประเด็นหนึ่งที่เราโดนใจจากหนังเรื่องนี้ มันทำให้เราคิดถึงเรื่องของ ภาพที่ตัวเรามองตัวเอง กับ ภาพที่คนอื่นมองเรา ซึ่งเราก็มีปัญหากับเรื่องนี้มากเหมือนกัน เช่น เพื่อนชอบเข้าใจว่าเราเป็นเด็กเรียน (วันก่อนเราเจอเพื่อนที่ RCA เพื่อนถามเราว่า อ้าว บ้านมึงอยู่แถวนี้เหรอ) อ่านหนังสือทุกวัน อ่านหนังสือสอบล่วงหน้า 2 สัปดาห์ อะไรเทือกนี้ แต่ในความเป็นจริง เราไม่ใช่เด็กเรียน (ถ้า เด็กร่าน อาจจะใช่บ้าง) เวลาสอบเราอ่านหนังสือแค่คืนเดียวก่อนสอบ ไม่เคยอ่านทวนซ้ำ และหลายครั้งก็อ่านไม่จบด้วย เราพยายามบอกเรื่องนี้กับเพื่อนๆ แต่ก็ไม่มีใครยอมเชื่อ (ช่วงแรกๆ คนเดียวที่เชื่อก็คือ roommate เพราะมันได้เห็นเวลาเราอ่านหนังสือไม่ทัน อ่านจนถึงตีสี่ตีห้า อยู่บ่อยๆ) คือความจริงมันก็ไม่ใช่ความทุกข์อะไรมากมายถ้าเพื่อนจะไม่เชื่อเรา แต่บางทีมันก็อึดอัดเหมือนกัน อย่างไรก็ดี ความทุกข์ของเรามันก็คงเทียบกับของผู้กำกับไม่ได้ เพราะเรานั้นรู้ว่าเพื่อน มอง เรายังไง แต่ในกรณีของผู้กำกับ เขาน่าจะ รู้เพียงคร่าวๆ ว่าเพื่อนมองเขายังไง (เช่น เพื่อนคงสงสัยว่าทำไมเราไม่เคยมีแฟนผู้หญิงเลย) หรือบางทีอาจจะไม่รู้เลยหรือไม่แน่ใจ แล้วเขาก็ยังกังวลด้วยว่า ภาพ ของเขาจะเปลี่ยนไปมั้ย ถ้าเขาบอกเพื่อนว่าตัวเองเป็นเกย์

จริงๆ แล้วเราเข้าใจความรู้สึกในส่วนของเพื่อนของผู้กำกับเหมือนกัน ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นที่ใส่หมวก (และหน้าตาดีๆ หน่อย แหะๆ) ที่พูดประมาณว่า มึงไม่บอกกูก็ได้ กูไม่รู้ก็ไม่ตาย มันก็คล้ายๆ กับเรื่องของเรา เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน รุ่นพี่ของเรามานอนค้างที่บ้าน นอนอยู่ดีๆ เขาก็พูดขึ้นมาว่า รู้ใช่มั้ยว่าพี่เป็นเกย์ (แล้วทำไมต้องมาบอกจังหวะที่กูกับมึงนอนอยู่บนเตียง !!??) คือตัวเราน่ะก็พอจะรู้เลาๆ อยู่แล้วว่าเค้าเป็น แต่เราก็ไม่ได้อยากรู้ความจริงโต้งๆ จากปากเขาแบบนี้ พอเรารู้แล้วเราก็แบบ อ้าว แล้วไงอ่ะ แล้วมึงอยากให้กูทำยังไงล่ะ มึงบอกกูทำไม (เราเข้าใจว่าผู้กำกับคงกลัวเหมือนกันว่าเพื่อนอาจจะรู้สึกแบบนี้) ทีนี้มันเลยเข้าข่ายเป็น Inconvenient Truth เลยนะ คือแบบมึงไม่ต้องบอกกูก็ได้น่ะ ไม่บอกกูเสียยังจะดีกว่า คือไม่ใช่พอเรารู้ว่าเขาเป็นเกย์ แล้วจะรู้สึกไม่เหมือนเดิมกับเขานะ แต่ ณ ตอนนั้นเราแค่ไม่เข้าใจว่าเขาบอกเราเพื่ออะไร หรืออยากให้เรา treat กับเขาในอีกแบบ (เช่น เขาอาจจะอยากบอกเราว่า มึงช่วยเลิกชื่นชม แตงโม-ภัทรธิดา ให้กูฟังซะทีเถอะ กูรำคาญอีนมโตนี่เต็มทนแล้ว เป็นต้น) แต่พอถึงตอนนี้เราก็พอเข้าใจว่า จริงๆ แล้วเขาก็อาจจะแค่ อยากบอก เฉยๆ ก็แค่นั้น ไม่มี hidden agenda อะไรเลย แค่อยากจะให้เรารู้-เห็น-เข้าใจ และยอมรับตัวตนของเขาอย่างแท้จริง

ฉากที่ผู้กำกับนั่งคุยกับแม่ก็เป็นฉากที่ทรงพลังมาก (ชอบมากที่ตั้งมุมกล้องแบบนี้) เป็นฉากที่เราร้องไห้เยอะมาก เราก็เหมือนกับผู้กำกับตรงที่ เราก็ไม่เคยบอกรักแม่ และแม่ก็ไม่เคยบอกรักเรา บ้านเราก็ไม่ค่อยแสดงความรัก หรือไม่ค่อยพูดคำว่ารักกันบ่อยๆ (จริงๆ คือ ไม่ค่อยได้พูดกันเท่าไร) แต่เราก็เชื่อว่าแต่ละคน แต่ละครอบครัวก็มีการแสดงออกถึงความรักต่างกันไป (เช่น ช่วงเทศกาลหนังเรากลับบ้านดึกๆ แม่เข้านอนไปแล้ว แม่ก็จะทิ้งโน้ตไว้บนโต๊ะว่า มีข้าวผัดกะเพราอยู่ในตู้เย็น)

ดูหนังเรื่องนี้แล้ว เราก็รู้สึกดี อยากแสดงความยินดีกับผู้กำกับว่าคุณมีแม่ที่น่ารักที่สุดในโลก (ถึงแม้แม่อาจจะมีความคิดที่ไม่ตรงกับลูกบ้าง เช่น เรื่องอยากให้ทำงานข้าราชการ) และก็ยังมีเพื่อนๆ ที่ยอมรับในความเป็นตัวคุณ แต่ในขณะเดียวกันเราก็เศร้ามาก เพราะเรายังมีเพื่อน, ญาติ หรือรุ่นน้องอีกหลายคน ที่เป็นเกย์ แต่ไม่สามารถบอกเรื่องนี้กับครอบครัวได้ (หรือบางทีก็คงไม่ได้บอกเลยทั้งชีวิตนี้) เพื่อนเราคนนึงพอเข้ามหาลัย ก็เปลี่ยนตัวเองใหม่ ด้วยการเก๊กแมนสุดฤทธิ์ (สมัยอยู่โรงเรียนมันแร่ดตั้งแต่ ป.5 คือมันเป็นเพื่อนที่ทำให้เรารู้ว่า definition ของคำว่า ตุ๊ด คือแบบนี้นี่เอง) แล้วก็มีผู้หญิงมาชอบมันมากมาย (มันหน้าตาดี) แต่แล้วพอขึ้นปีสองมันก็ทนไม่ไหว มันบอกว่ามันจะบ้า มันจะเป็นโรคประสาท ถ้ามันทำแบบนี้ต่อไป มันจะต้องฆ่าตัวตายแน่ๆ สุดท้ายมันก็กลับไปแต๋วแตกเหมือนเดิม (แต่แอบสงสารแฟนคลับมันเหมือนกันนะ ฮ่าๆ) หรือน้องอีกคนนึง (ไม่ค่อยแสดงออก) นั่งดูทีวีกับพ่อแม่ที่บ้าน พอมันมีรายการประกวดมิสทิฟฟานี่ พ่อมันก็โพล่งขึ้นมา อีพวกนี้นี่มันอุบาทว์จริงๆ น่าจะตายๆ ไปให้หมดโลก ฟังเรื่องแบบนี้เราก็เศร้า แต่ก็ไม่รู้จะช่วยพวกเขายังไง จนปัญญาจริงๆ

สารคดีเรื่องนี้ ทำให้เรารู้สึกว่า การเป็นตัวของตัวเอง เป็นความสุขที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิต

(และพวกโฆษณาหน้าครีมหน้าเด้ง, ครีมจั๊กแร้ขาว, ครีมใช้เจ็ดวันผัวกลับคืน อะไรพวกนี้แหละ คือสาเหตุหลักที่ทำให้เด็ก generation Y สูญเสียตัวตน)

ป.ล. ทำไมเวลาคุยกับคนอื่นว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วร้องไห้ คนชอบพูดประมาณ แล้ววันนี้น้องเมอร์จะกลับไปสารภาพกับที่บ้านมั้ย ฮ่าๆๆๆๆ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ช่วงหลังๆ มาน้องเมอร์พยายามพาผู้หญิงเข้าบ้านบ้างแล้ว

จากพี่grappa
ว่าด้วย One true Thing
พี่ก็ร้องไห้ ฉากแม่เช่นกัน แต่เอาเข้าจริง น้ำตาซึมๆ ตั้งแต่ ภาพในโปสเตอร์ปรากฎขึ้นในหนัง พี่ว่าฉากนั้นมันทรงพลังมากๆ มันเป็นฉากที่เพื่อนของโจ๊ก อยู่ในบ้านหลายๆ คน และโจ๊กกำลังเปิดเผยเรื่องนี้กับเพื่อน แต่เราไม่เห็นสีหน้าของโจ๊กเลย พอหนังมันตัดกลับมาเป็นภาพนิ่งที๋โจ๊กกำลังร้องไห้อยู่ พี่ชะงักไปเลย ( พี่ว่าโจ๊กคงร้องไห้ด้วยความซึ้งใจในเพื่อนน่ะ )

ก่อนหน้านั้นก็แอบๆ เบื่อกับฉากที่ไม่ยอมถามเพื่อนตรงๆ ว่า "มีงคิดว่ากูเป็นเกย์หรือเปล่า ? " อ้อมไปมานานมาก หนังมันคงจงใจ ให้เป็นแบบนั้น พี่อาจจะอยู่ในโลกที่ความเป็นเกย์ เป็นเรื่องธรรมดามากๆ เพื่อนๆ หลายคนก็เป็น (แถมยังมีแฟนหล่อมาก ให้เราอิจฉาเล่น) บ่อยครั้งไปงานปาร์ตี้ที่มีผู้หญิงน้อยกว่าเกย์ เราก็เลยรู้สึกว่า เฮ้ย เรื่องธรรมดาแค่นี้ ทำไมไม่บอกๆ ไป แต่เราลืมไปเลยว่า โจ๊ก อยู่ในโลกแบบไหน ถ้ามันบอกกันง่ายๆ โจ๊กคงบอกไปนานแล้ว

แถมฉากที่โจ๊กคุยกับแม่ พี่ยังฟังได้โดย ไม่ต้องอ่านซับไตเติ้ล ฟังสำเนียงที่เราคุ้นเคยอย่างมีความสุข ( ภาษาใต้เองก็มีหลายสำเนียง ) นึกแล้วว่าโจ๊กต้องเป็นคนจังหวัดเดียวกันกับเรา 5 5

อีกอย่างฉากจบก็น่าสนใจมาก ที๋โจ๊กไปบอกพ่อ ว่าเขาเป็นเกย์ หนังมันไม่ได้บอกต่อนะว่า พ่อของเขาคิดอย่างไร มันทำให้เราอยากรู้มากๆ
( ทิ้งท้ายได้เจ๋งดี )
เห็นด้วยกับคุณแท็กซี่อานนท์ว่า หนังมันไปไกลกว่าประเด็นความเป็นเกย์มาก

MER AWARDS

สมมติถ้าเราเป็นกรรมการ เราจะให้รางวัลดังนี้ (อนึ่ง สายช้างเผือก และสายรัตน์ เราดูไม่ครบ ขาดไปสายละโปรแกรม) อ้อ ข้างล่างนี่มาจากความชอบส่วนตัวของเราล้วนๆนะ อย่าไปสนใจอะไรมันมาก

* รางวัลช้างเผือกพิเศษ (นักเรียน)
เบื้องหลังความสำเร็จ (BEHIND THE SCENE) (2006, ระชานนท์ ทวีผล)

* รางวัลปยุต เงากระจ่าง (แอนิเมชั่น)
อันบทเพลงเธอกินฉัน (All the chapter of the song you ate me) (2006, อานนท์ นงค์เยาว์)

* รางวัลดุ๊ก (สารคดี)
เรื่องจริง (One True Thing) (2006-2007, วิชาติ สมแก้ว)

* รางวัลช้างเผือก (นักศึกษา)
FAT GIRL (2007, ชัญชนา + ชญานุช อรรฆจิรัตฐิกาล)

* รางวัลภาพยนตร์นานาชาติ
Revolutionary Song (2005, Istvan Kantor, Canada)

* รางวัลรัตน์ เปสตันยี (บุคคลทั่วไป)
แข่งบั้งไฟ (The Rocket) (2006, อุรุพงศ์ รักษาสัตย์)

* รางวัล MER AWARDS : หนังที่เราชอบที่สุดในเทศกาล
พื้นที่ในสำนึก (Fourth World) (2007, ชญานิษฐ์ วงษ์ทองดี + เตชนันท์ จิรโชติรวี)

taxi_anonAWARDS
ถ้านับตามรางวัลที่มีในเทศกาล (ผมไม่ได้ดูสายอนิเมชั่น)

รางวัลรัตน์ เปสตันยี(ทั่วไป) - A Voyage of Foreteller / จักรวาล นิลธำรงค์
รอง - A Stranger from the South / พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง

รางวัลดุ๊ก (สารคดี) - เรื่องจริง/One True Thing / วิชาติ สมแก้ว
รอง - กาลครั้งหนึ่งก่อนสิ้นชาติ/Extinct / กัลป์วีร์ จันทร์ดี

รางวัลช้างเผือก(นักศึกษา) - FAT GIRL / ชัญชนา ,ชญานุช อรรฆจิรัตฐิกาล
รอง - (สมัครงาน) / วรรณแวว,แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์

รางวัลโกดัก (ถ่ายภาพด้วยฟิล์ม) - พื้นที่ในสำนึก/Fourth World / ชญานิษฐ์ วงษ์ทองดี, เตชนันท์ จิรโชติรวี

รางวัลขุนวิจิตรมาตรา(ประทับใจด้านใดด้านหนึ่ง) - ของผู้ใหญ่ - Hi / บัณฑิต เทียนรัตน์, คิดถึงพ่อ / ทิพย์ แซ่ตั้ง
ของเด็ก - The Day before revolution / ภาส พัฒนกำจร, เวลา ลาน / ไพรัช คุ้มวัน

อันนี้เป็นรางวัลเพิ่ม จะได้เหมือนเทศกาลหนังตลาดหน่อย เอิ๊กๆๆๆ

รางวัลภาพยอดเยี่ยม(วิดีโอ) - แข่งบั้งไฟ/The Rocket / อุรุพงศ์ รักษาสัตย์

แสดงนำยอดเยี่ยม - อีสาวซากดิบ/The Zombie Chick / ฐิติมน มงคลสวัสดิ์

บท(สนทนา)ยอดเยี่ยม - ความลักลั่นของงานรื่นเริง/The Bangkok Bourgeois Party / ปราปต์ บุนปาน

ตัดต่อยอดเยี่ยม - ผีมะขาม ไพร่ฟ้า ประชาธิปไตย ในคืนที่ลมพัดหวน /Re-presentation / ชาย ไชยชิต, ชิษณุชา คงไว้ลาภ

เสียงยอดเยี่ยม - เพียงบางอย่างยังวนเวียนกับเวลาที่เนิ่นนานและไร้กาล / The everlasting replication of time / ศาตร์ ตันเจริญ

(MdS)
MY FAVORITE THAI DOCUMENTARIES
1.SEAPORT(2006, Attapon Pamakho + Benya Poowarachnan, 22.31 min, A+)
2.ONE TRUE THING (2007, Vichart Somkaew, 80 min, A+)
3.THE SPECTRUM (2006, Yanin Pongsuwan, 48 min, A+)
4.THE ROCKET (2006, Uruphong Raksasad, 18.30 min, A+)
5.ADMIT (2007, Natthapon Timmuang, 19 min, A+)


จาก NANO GUY
เรื่องจริง (ไทย, วิชาติ สมแก้ว, 2550, A+)
ทรงพลังมากๆ คือดูแล้วเข้าใจความอึดอัด และความรู้สึก guilty ของผู้กำกับได้ดีเลย หนังทำให้เราเข้าใจและมีอารมณ์ร่วมกับสถานการณ์ได้มากกว่า "เพื่อน กูรักมึงว่ะ" ประมาณเจ็ดสิบล้านเท่า (เอ๊ะ.. พี่โจ๊กจะโกรธมั้ย ผมเอาหนังเค้าไปเทียบกับหนังพจนี 55+) เพลงประกอบก็เพราะและเข้ากับหนังมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ฟังแล้วตายไปเลย กราบหนึ่งที
.....................................................................................
คัดลอกจาก

edit @ 11 Oct 2007 16:08:29 by ennisdelmar

edit @ 20 Nov 2007 18:12:53 by ennisdelmar

"เรื่องจริง"(One True Thing) ฉายในเทศกาลสารคดีไทยข้างบ้าน VS. ไต้หวันมาแรง วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 50 เวลา 15.20-17.00 น.และ วันอาทิตย์ที่14 ตุลาคม 50 เวลา 13.00-14.40 น. ที่ TK PARK, CENTRAL WORLD ดูรายละเอียดเรื่องอื่นๆที่นี่

(ดูภาพขนาดใหญ่คลิกที่ภาพได้เรยจ้า)

Egolessness / ผม ตัวผม และไดอารี่ของผม
Feature documentary / 2007 / 60 minutes
Directed & Camera by Unnop Saguanchat
Edited by Karin Sabyjai & Unnop Saguanchat

Poster design by Vichart Somkaew: ดูรอบฉายได้ที่นี่

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว คนสามคนนี้ไม่เคยจับกล้องทำหนังมาก่อน
แต่วันนี้ พวกเขาหยิบชีวิตส่วนตัวและเรื่องราวของคนรอบข้างมาถ่ายทอดเป็นสารคดีคนละเรื่อง และพร้อมฉายให้ทุกคนได้ดูแล้ว
เมื่อ 4 ปีที่แล้ว โครงการ สารคดีข้างบ้าน 1 ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ให้คนทำหนังอิสระไอเดียดีแต่ขาดโอกาสมีช่องทางสร้างสรรค์ผลงาน พร้อมกันนั้นยังเป็นการพิสูจน์ไปในตัวด้วยว่า การทำหนังไม่ยากอย่างที่คิด มาโครงการ 2 นี้ BIOSCOPE ยังคงความตั้งใจเดิมไว้ครบถ้วน
แถมปีนี้ เรายังได้พันธมิตรใหม่ที่กำลังมาแรงอีก 2 กลุ่มมาร่วมด้วย นั่นคือ สำนักผู้แทนการค้าไต้หวัน หนึ่งในประเทศที่หนังสารคดีก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนที่สุด และ กลุ่มไทยอินดี้ กลุ่มคนทำหนังอิสระไทยที่สร้างผลงานคุณภาพขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เตรียมพบกับหนังสารคดี 9 เรื่อง 9 เนื้อหา 9 สไตล์ ทุกวันอาทิตย์ตลอดเดือนตุลาคมนี้
...แต่ก่อนอื่น มาอุ่นเครื่องกันก่อนดีกว่าว่าแต่ละเรื่องน่าดูแค่ไหน อย่างไร

3 หนังสารคดีจาก BIOSCOPE

1. เรื่องจริง

สารคดีโดย วิชาติ สมแก้ว เล่าประสบการณ์ครั้งสำคัญของชีวิตเมื่อเขากำลังจะบอกความจริงบางอย่างให้ แม่ คนที่เขารักที่สุดฟัง

2.รักในวัยเรียน

ผู้ใหญ่จำนวนมากบอกว่าความรักบั่นทอนสติของเด็กในวัยเรียน แล้วเด็กเหล่านั้นมองเรื่องรักควบคู่ไปกับการเรียนยังไง ค้นหาได้ในสารคดีของ มัชฌิมา อึ้งศรีวงษ์ และ ณัฏฐ์ อภิพงศ์เจริญ

3.เออร์ลี่ รีไทร์

พ่อของ ฐากูร เข็มปัญญา เป็นคนหนึ่งที่กำลังจะเกษียณก่อนกำหนด ทั้งที่พ่อรักงานนี้มากเหลือเกิน ฐากูรจึงสงสัยและทำสารคดีเรื่องนี้เพื่อค้นหามัน

2 หนังสารคดีจากกลุ่มไทยอินดี้

1. ผม ตัวผม และไดอารี่ของผม

เมื่อ อรรณพ สงวนชาติ รู้สึกว่าชีวิตเขากำลังอยู่ผิดที่ผิดทาง โดยเฉพาะโลกและชีวิตยามค่ำคืนที่กำลังดำเนินอยู่ เขาจึงเริ่มต้นออกเดินทางเพื่อค้นหา อะไรบางอย่าง ที่สามารถทำให้เขาพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่

2.ลาทีปีหมา

ท้ายปีพ.ศ. 2549 เกิดเหตุรัฐประหารในประเทศไทยโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามด้วยระเบิด 8 จุดในกรุงเทพฯ เพื่อส่งท้ายปีเก่า ทุกๆ อย่างดูย่ำแย่ไปซะหมด รวมทั้งชีวิตของ สุรชาญ มั่นคงวงศ์ศิริ ด้วย

และ 4 หนังสารคดีจากไต้หวัน

1. The Rhythm of WuluVillage

สารคดีปี 2003 ของผู้กำกับ หวางจวิ้นสง เรื่องนี้เล่าถึงวัฒนธรรมการร้องซ้อนของชนพื้นเมืองเผ่าปู้หนงที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอู้ลู่ ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาฝั่งตะวันออกอันห่างไกลของไต้หวัน
เช่นเดียวกันกับวัฒนธรรมพื้นบ้านมากมายในโลกนี้ที่กำลังเลือนหายไปจากสังคม ชาวปู้หนงตระหนักถึงปัญหานี้เช่นกัน จึงพยายามถ่ายทอดประเพณีและวัฒนธรรมสู่ลูกหลาน โดยเฉพาะวัฒนธรรมการร้องเพลงที่เรียกว่า การร้องซ้อน และท่วงทำนองอันซับซ้อนของเพลงพื้นเมืองซึ่งทำลายกฎเกณฑ์ดนตรีตะวันตกลงอย่างสิ้นเชิง

2. Taipeis Bohemians

นี่คือเรื่องราวของผู้คนที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังโรงละครชื่อดังแห่งหนึ่งของไทเป ซึ่งเล่าโดยอดีตผู้กำกับในโรงละคร ผ่าน 7 ตัวละครหลักที่มีตั้งแต่ผู้กำกับ นักแสดง นักออกแบบ และฝ่ายจัดการ
แม้การแสดงที่ออกสู่สายตาคนดูจะสวยงามแค่ไหน แต่ชีวิตหลังเวทีของนักแสดงเหล่านี้หาได้สวยงามดังที่เห็นบนเวทีไม่ เพราะหลายคนยังต้องอดมื้อกินมื้อ บางคนต้องหาอาชีพอื่นมาทำเพิ่มแต่กลับไม่สามารถรองรับปากท้องของครอบครัวได้ ทว่าพวกเขาก็ยังกลับมาทำงานที่โรงละครนี้ทุกครั้งที่มีโอกาส ที่สำคัญพวกเขาเรียกตัวเองว่า คนทำงานในโรงละคร มิใช่ ศิลปิน

3. Let it Be

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของผู้คนในแถบเอเชียนั้นมีความสำคัญมากกว่าของกิน ในไต้หวันก็เช่นกัน... ที่นั่น ข้าวเป็นสัญลักษณ์สำคัญทางวัฒนธรรมไต้หวันที่สืบทอดกันมานาน และสัมพันธ์กับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนชนบทอย่างใหญ่หลวง
สารคดีเรื่องนี้พาคนดูไปสำรวจชีวิตชาวนาในยุคปัจจุบันที่ต้องเผชิญทั้งความเหนื่อยยากของการทำนาเก็บเกี่ยว แถมยังต้องต่อสู้กับนโยบายทางเศรษฐกิจขององค์การการค้าโลก (WTO) อีกด้วย

4. Jump! Boy

สารคดีน่ารักน่าเอ็นดูประจำเทศกาลนี้เห็นจะไม่พ้น Jump! Boy เรื่องนี้นี่ล่ะ ผู้กำกับ อู๋เชี่ยนหลิน ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กชายกลุ่มหนึ่งที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันที่โรงยิมแทนที่จะเป็นหน้าคอมพิวเตอร์หรือในแม็กโดนัลด์ ใช่แล้ว! พวกเขาเป็นนักกีฬายิมนาสติกนั่นเอง
แม้ภายนอกจะเป็นเด็กชาย แต่ภายในพวกเขาแข็งแกร่งกว่าที่ผู้ใหญ่คาดคิด ในการฝึกซ้อมแม้จะเหนื่อยเพียงใด พวกเขาก็ไม่ท้อ แม้จะล้ม พวกเขาก็ยังลุก ขนาดว่าบาดเจ็บ พวกเขาก็ยังซ้อมต่อไป นอกจากสารคดีจะเสนอภาพพัฒนาการด้านยิมนาสติกของไต้หวันได้อย่างเข้มข้นแล้ว มันยังทำให้เรามองเด็กๆ เหล่านี้ด้วยสายตาที่ต่างไป ไม่ใช่สงสารและเอ็นดู แต่เป็นชื่นชม

ตารางฉายภาพยนตร์
สารคดีฉายทุกวันอาทิตย์ของเดือนตุลาคมที่ TK Park


วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2550
13.00 14.20 น.ฉายหนังสารคดีข้างบ้าน เรื่องจริง จบแล้วพูดคุยกับผู้กำกับ
14.50 16.10 น.ฉายหนังสารคดีไต้หวัน The Rhythm in Wulu Village
16.20 17.10 น.ฉายหนังสารคดีข้างบ้าน เออร์ลี่ รีไทร์ จบแล้วพูดคุยกับผู้กำกับ

วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2550
13.00 14.00 น.ฉายหนังสารคดีจากกลุ่มไทยอินดี้ ผม ตัวผม และไดอารี่ของผม พร้อมพูดคุยกับผู้กำกับ
14.30 16.00 น.ฉายหนังสารคดีไต้หวัน Jump! Boys
16.10 16.50 น.ฉายหนังสารคดีข้างบ้าน รักในวัยเรียน จบแล้วพูดคุยกับผู้กำกับ

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2550
13.00 14.00 น.ฉายหนังสารคดีข้างบ้าน เออร์ลี่ รีไทร์ จบแล้วพูดคุยกับผู้กำกับ
14.30 16.00 น.ฉายหนังสารคดีไต้หวัน Let it Be
16.10 16.40 น.ฉายหนังสารคดีจากกลุ่มไทยอินดี้ ลาทีปีหมา

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2550
13.00 13.40 น.ฉายหนังสารคดีข้างบ้าน รักในวัยเรียน จบแล้วพูดคุยกับผู้กำกับ
14.10 15.10 น.ฉายหนังสารคดีไต้หวัน Taipeis Bohemians
15.20 16.40 น.ฉายหนังสารคดีข้างบ้าน เรื่องจริง จบแล้วพูดคุยกับผู้กำกับ

http://www.bioscopemagazine.com/web2006/film_detail.php?nPage=1&nPos=1

ล่อง/รอย [remains]

posted on 19 Feb 2008 21:48 by ennisdelmarblog  in movie

ล่อง/รอย [remains] โดย นฆ ปักษนาวิน

21 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 7 โมงเช้า เดินสะลึมสะลือออกมาจากห้องพักของเบิ้ล  หลังจากที่ทั้งคืนแอบมาเนียนนั่งดูเบิ้ลตัดต่อวีดีโอให้ โจ้ก (โปรเจค ล่อง/รอยที่จะฉายวันที่ 23 ) มีนพมาช่วยด้วย โจ้กรีบเคลียร์งาน (ที่วุ่ยวายมาก มีโทรศัพท์เรื่องงานที่จะต้องส่งให้ลูกค้าในวันรุ่งขึ้นดังตลอดเวลา)จนหนังโจ้กเสร็จตอนเช้าพอดี

ระหว่างทางที่เดินไปรอรถ เราคิดในใจว่า ทำไมเบิ้ลกะโจ้กต้องมาวุ่นกับโปรเจคนี้ด้วย ทั้งๆที่ไม่ได้ค่าเหนื่อยด้วยซ้ำไป แล้วก็นึกขอบคุณไปถึงคนอื่นๆ ที่เบิ้ลชักชวนมา

พวกเขาต่างก็สละเวลามาร่วมการทดลองของโปรเจคนี้ด้วยกันทั้งหมดที่มาของโปรเจคล่อง/รอย เริ่มจากตั้งใจจะจัดงานรำลึกให้พี่กนกพงศ์ ( สำหรับผม พี่กนกพงศ์คือบรรณาธิการคนแรก  ในชีวิตการเขียนเรื่องสั้น ถ้าไม่มีกนกพงศ์ ผมคงไม่ได้เขียนหนังสือมาจนทุกวันนี้) ในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีปีก่อนจัดงานแสดงภาพถ่ายของพี่กนกพงศ์ แล้วก็มีเสวนาเล็กๆของนักเขียนภูเก็ต
สำหรับปีนี้ ไอเดียการชักชวนคนมาทำหนัง มาจาก การได้ดูหนังของโจ้ก ที่มาฉายที่ร้าน (ตอนนั้นมีพี่ปุ่น โจ้ก เบิ้ล โอลงมาด้วย)

ฉากที่โจ้กกลับบ้าน เราเห็น-ชีวิต-ของคนพัทลุงในชนบท (โจ้กเป็นคนพัทลุงเช่นเดียวกับพี่กนกพงศ์)
ฉากแม่ทำกับข้าวหรือคุยกับเพื่อนบ้าน หรือคุยกับลูก --นั่นเป็นสิ่งที่พี่กนกพงศ์เขียนถึงนี่นา เราเลยอยากชวนให้โจ้กในฐานะคนพัทลุง และเป็นรุ่นน้องโรงเรียนเดียวกับพี่กนกพงศ์ด้วย มาทำหนังรำลึกให้เขา
ต่อมาเมลไปคุยกับคุณปราบต์ (จากที่รู้จักกันผ่านตัวหนังสือเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เรายังเป็นนักศึกษากันอยู่) ปราบต์คงเป็นแฟนพี่กนกพงศ์คนนึงแน่ๆ เลยอยากเห็นหนังของปราบต์ที่ทำให้พี่กนกพงศ์
ปรากฏว่าปราบต์งานยุ่ง ไม่สามารถปลีกตัวมาได้ โปรเจคนี้เดิมทีตั้งใจจะทำฉายที่ร้านหนัง(สือ) วันที่ 9 กุมภาพันธ์ (วันเกิดพี่กนกพงศ์)

ต่อมาพี่พู (อุรุดา โควินทร์) คนรักของพี่กนกพงศ์โทรมาถามว่า ปีนี้ร้านหนัง(สือ)จะจัดกิจกรรมอะไรบ้าง ทางกองทุนจะจัดงานวันที่ 23 เผื่อจะร่วมแจมด้วยกันได้ ผมเลยเสนอโปรเจคนี้ พี่พูเห็นด้วย เอาละทีนี้ จะชวนใครดี
คุณfilmsick
ก็ขอตัวไปก่อนหน้านี้แล้วเพราะยังคิดไม่ตกว่าจะทำเรื่องอะไรดี)
ก็เลยชวนให้เบิ้ล มาเป็นcurator ชักชวนเพื่อนๆ ในแวดวงคนทำหนังสั้นให้มาร่วมโปรเจคด้วยกัน แล้วก็มีโอกาสคุยกัยเต้ (ไกรวุฒิ) เต้บอกว่าโปรเจคนี้มีโจทย์ที่หินทีเดียว (หาคนทำหนังที่ได้แรงบันดาลใจจากกนกพงศ์นี้แสนยาก-- วันงานได้แลกเปลี่ยนประเด็นนี้กับพี่แป๊ด
grappa หน่อยนึง [ดีใจที่ได้เจอด้วยครับ]
)

ก็คุยกับเบิ้ลต่อว่า โดยกระบวนการแล้ว ตัวโปรเจคนี้เองถือเป็นการทดลอง ที่ผมอยากรู้คือ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนทำหนังกับตัวพี่กนกพงศ์ ในเงื่อนไขที่ให้โอกาสในการตีความ การย้อนแย้ง
เพื่อสุดท้ายผลลัพธ์คืองานภาพเคลื่อนไหวชุดหนึ่ง สำหรับตัวเอง กระบวนการทดลองนั้นได้สิ้นสุดลงเมื่อเบิ้ลได้รวมหนังของทั้ง 10 คนเข้าไว้ด้วยกัน (ขอบคุณมากๆ งานนี้เบิ้ลเหนื่อยที่สุด)

23 กุมภาพันธ์ วันฉายหนัง มีหลายเรื่องที่ผมได้ดูเป็นครั้งแรกพร้อมๆ กับผู้ชม ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง เป็นการดูหนังที่ตื่นเต้นครับ
สุดท้ายแล้วผมแอบดีใจอยู่ลึกๆ อย่างน้อยโปรเจคนี้ก็ทำให้มีคนอ่านงานของกนกพงศ์เพิ่มขึ้นอีก 9 คน และหวังว่า งานของพี่กนกพงศ์ที่พวกเราได้อ่าน จะจุดประกายอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้นในเนื้อในตัว
บางอย่างที่อาจ ล่องหลุดหายไป หรือบางอย่างที่วรรณกรรมทิ้งรอยไว้ในตัวเรา

ล่อง/รอย [remains]

10 หนังสั้น โดย

สถิตย์ ศัสตรศาสตร์ (ความทรงจำ)

2008/ sound / colour /experimental / 8 minutes

Director 's Statement

หนังและกลอนได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตของคุณกนกพงศ์ ชีวิตที่มีเป้าหมายแตกต่างกันระหว่างคนรุ่นก่อนและคนรุ่นหลัง การเปรียบเทียบระหว่างแสงจากอดีตและปัจจุบัน เปรียบเสมือนวิญญาณที่หลงทางในความทรงจำที่ยังไม่มีและสลัดไม่ออก

The poem and the video are inspired by Kanokphong’s life and goal compare to the newer generation. To depict differences between generations, I show it through the light of the future and the past in the state of lost soul swimming in the memories, which haven’t been registered yet.

ปฐมพล เทศประทีป  (คนใต้ : KON-TYE)

2008/ sound / colour /experimental / 9 minutes

Director 's Statement

การเสียชีวิตของของนักเขียนคนหนึ่งก็เหมือนกับการหลุดพ้นความกังวลทั้งหลายทั้งปวงและละทิ้งคนอ่านที่ยังมีชิวิตอยู่ให้เวียนว่าย ค้นหาความหมายของชีวิตภายใต้แรงขับทางธรรมชาติกันต่อไป ผมจึงนึกถึงช่วงเวลาระหว่างความรู้สึกภายหลังการแสดงออกของผู้สร้างผลงานไม่ว่าจะเป็นศิลปะแขนงไหนก็ตามกับความรู้สึกของผู้รับผลงานเหล่านั้น เป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจของผม เพราะต่างก็ได้แลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างกันการเคลื่อนไหวภายในของความรู้สึกและความนึกคิด แม้ว่าพลังงานเหล่านั้นจะส่งผลดีหรือไม่ต่อทั้งสองฝ่ายก็ตาม งานชิ้นนี้จึงเป็นการย้ำเตือนความรู้สึกร่วมกันเหล่านี้ได้ในทั้งฐานะผู้ให้และผู้รับของผมเอง

The death of a writer is like escaping all concerns and leaving the fellow readers to swarm the world and find the meaning of life under the influence of nature. This is why I thought about the feelings after finishing every kind of art. It was a very impressive moment because everyone has traded energy to one another in the ways of feelings and thought. Even if this energy will be good or bad. This work of art is the reassertion of emotions in the  status of the giver and receiver of my own self.

โอฬาร เนตรรังสี (ผ่าน)

2008/ silence / colour / experimental / 8 minutes

การเดินทางของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่ผู้สังเกตการณ์ บางทีเราอาจรู้สึกว่าเราหยุดนิ่ง คนอื่นอาจคิดว่าเรากำลังเคลื่อนที่ บางทีเราอาจรู้สึกเคลื่อนที่ ในขณะที่คนอื่นคิดว่าเรากำลังหยุดนิ่ง

The traveling of human beings is up to the observer. Sometimes we might feel that we are not moving. Some others say that we are moving. Sometimes we might feel that we are moving. In the same instance, some other people are thinking that we are still.

สุชาดา สิริธนาวุฒิ (My Little Piece of Sky)

2008/ sound / colour /experimental / 7 minutes

edited by Lee Shatameteekul

Director 's Statement

ในบางครั้ง เวลาที่เราอยู่ผิดที่ผิดทางหรือทำอะไรผิดจังหวะ ความรู้สึกอึดอัด กระอักกระอ่วน หรืออาจมากถึงขั้นราวกับขาดอากาศหายใจ จนอยากหนีไปจากจุดนั้นให้เร็วที่สุด ท้องฟ้า คือพื้นที่ว่างสำหรับฉันเสมอ

คุณกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนผู้ล่วงลับไปแล้วชอบถ่ายรูปท้องฟ้าเช่นกัน ความรู้สึกที่มีต่อท้องฟ้าของเราอาจเหมือนหรือแตกต่างอย่างไรนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ ท้องฟ้าคือท้องฟ้า เป็นสิ่งที่สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้มีเท่าเทียมกันไม่มีใครมาแย่งชิงไปจากใครได้

มีคำพูดของคุณกนกพงศ์ประโยคหนึ่งว่า ถ้าหากว่าเรากล้าที่จะคิดออกไป กล้าที่จะไม่ตามจินตนาการของคนอื่น เราก็จะเจอช่องว่างมากมายว่า โลกนี้มีที่ว่างให้สำหรับเรา

ที่ว่างตรงนั้น บางคนอาจใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังหาไม่เจอ ตัวฉันเองยังคงไม่แน่ใจว่ากำลังค้นหาอะไรอยู่ เพียงแต่ ณ เวลานี้ฉันได้ค้นพบพื้นที่ส่วนตัวแล้ว เป็นพื้นที่ที่ฉันสามารถเป็นอิสระ สงบ ปลดปล่อยความคิด ความรู้สึก และจินตนาการได้อย่างไม่รู้จบ

Sometimes... we may be in the way... or out of sync with everyone else... we may feel frustrated and insecure... or in extreme cases... left gasping for breath... so much so that our only thought is to beat a quick escape... the sky is always my retreat...

Kanokpong Songsompan, the recently deceased writer, also enjoyed taking pictures of the sky... our feelings about the sky may have been similar... or not... is not my point... the sky is the sky... it exists on this world equally for everyone... so no one can claim the sky as her own...

There is a quote from Kanokpong’s writing that resonates with me... “If we dare to express our thoughts... dare to rebel against popular imagination... we will find our own space... proving... the world has room for everyone.”

Some people spend their entire lives searching but never find their own space... I’m not sure myself exactly what I’m searching for... but all i know... is... right now i’ve managed to find my own personal space... a place where I’m free... at peace with myself... purified from thought and emotion... where my imagination has no limits...

นนทวัฒน์ นำเบญจพล (ฝนโปรยไพร The Valley of Rainforest) 

2008/ sound / colour /experimental / 5 minutes

Translated by Dornsaron Kovitvanitcha

Director 's Statement

ชีวิตมิได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่หมายรวมถึงบริบทแห่งความสัมพันธ์กับสรรพสิ่งรอบด้าน แต่ละคนต่างมีรูปแบบชีวิตตามวิธีคิดของตน ขณะวิธีคิดนั้นมีส่วนกอปรสร้างมาจากสรรพสิ่งแวดล้อมอีกชั้น

ฝนโปรยไพร นนทวัฒน์ ได้เก็บภาพบรรยากาศผู้คน ในสภาพแวดล้อมรอบห้องทำงาน ด้วยวีดีโอ เสมือนกับที่กนกพงศ์ ได้เก็บภาพบรรยากาศรอบห้องทำงานด้วยตัวหนังสือ ในบันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร

Life isn’t  occupied by loneliness but means the context of relation of  all creations. Each person has different life styles and thinking of their own. The thinking process is from the creations of nature in another level. Phon Proey Prai. Nontawat has captured the atmosphere of people in their working space with video. Similar to Kanokpong which captured the working space of others with text in The Valley of Rainforest

จุฬญาณนนท์ ศิริผล (จุฬญาณนนท์)

Director 's Statement

จากผลงานซีไรท์ของคุณกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ไม่อาจกลับคืนได้ดังเดิม ซึ่งในขณะเดียวกัน ตัวเราเองก็ไม่สามารถกลับคืนสู่วัยเด็กได้เช่นเดียวกัน

From the S.E.A write award Kanogpong’s book , it shows the similarity in changes of the society and that of a child which cannot recall back its childhood .

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ (สมเสร็จ)

2008 / 12 mins / Color / Sound / DV / fiction
Cast : Kanokphong Songsomphan , Siwapark Jianwanalee , Katanyu Swangsri
Synopsis : Two guys go to the forest to detect the tapir’s spirit sound wave.

Director 's Statement

1. เนื่องจากผมไม่ได้ติดตามผลงานของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์มากนัก ผมจึงไม่สามารถทำความเข้าใจงาน หรือ เกิดแรงบันดาลใจใดๆจากงานเขียนและชีวิตของเขาได้ในระยะเวลาเพียงแค่ 1 เดือน หลังจากได้รับมอบหมายโปรเจคท์นี้

2. ผมจึงทำหนังเรื่องนี้จากความเข้าใจเท่าที่เคยอ่านงานของเขามาประมาณ 2 บท ภาพถ่ายตัวเขาที่เคยเห็น 4 รูป เท่านั้น เพื่อแสดงความเคารพด้วยความซื่อสัตย์จากคนธรรมดาคนหนึ่งสู่คนธรรมดาอีกคนหนึ่ง

1. As I rarely read the works of Kanokphong Songsomphan , I were not quite be able to throughroughly understand his life  or to draw any inspiration out from his work within a month after accepting to join this project

 2. So I made this short film from some of his works which I read when I was young and from his 4 portraits on the old magazine only. I thought this is my most honest way to respect him , as we are just ordinary men.

วิชาติ สมแก้ว (เสียงเพรียกจากสวนหลังบ้าน / Backyard Calling)

2008/ silence / colour /experimental / 5 minutes

edited by Nontawat Numbenchapol

Director 's Statement

วีดีโอบันทึกแรงบันดาลใจ เคารพความเป็นส่วนตัวในเรื่องเล่า ของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เสียงเพรียกจากสวนหลังบ้าน เสมือนด้าน "รอบบ้านทั้ง 4 ทิศ"

นฆ ปักษนาวิน (Trill of Puff)

2008/ sound / B&W /experimental / 4 minutes

Director 's Statement

กนกพงศ์ใช้พิมพ์ดีดทำงานเขียนของเขาเสมอมา เขาจะใช้คอมพิวเตอร์เมื่อเขียนงานเสร็จแล้วเท่านั้น
สภาวะการต่อสู้ของนักเขียนกับหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง การคาดคั้นมั่นหมาย จับมั่นเอาสิ่งที่ล่อง ลอยมาเป็นเรื่องเล่า เขาอุทิศชีวิตให้กับสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่านานแสนนานเท่าใด เรื่องเล่าจากนามธรรมเหล่านั้นจะปรากฏเป็นร่องรอยหลักฐานแห่งการมีชีวิตอยู่ของกนกพงศ์บนโลกใบนี้
ผมเลือกใช้ภาพเงาสะท้อนของผิวน้ำที่บางครั้งก็นิ่งเย็นและบางครั้งก็ไหวสั่น บางครั้งคล้ายหมอกควันล่องลอยไม่คงทนถาวร ล้อกับเพลง Spiegel im Spiegel ซึ่งประพันธ์โดย Arvo Pärt (Spiegel im Spiegel ในภาษาเยอรมันแปลว่า กระจกเงาในกระจกเงา) เพลงนั้นให้นัยประหวัดถึงสิ่งที่จะคงอยู่เป็นอนันต์ เคียงคู่กับเสียงพิมพ์อันหนักแน่นแต่รวดร้าว (เสียงพิมพ์ดีดพิมพ์เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของกนกพงศ์)

อรรถวุฒิ บุญยวง (ตื่น : wake up)

2008/ sound / colour /experimental / 3 minutes

Director 's Statement

ในบางครั้งเราตื่นขึ้นด้วยเหตผลสองประการครับ สำหรับผมแล้วการตื่นขึ้นมา สิ่งแรกคือ เราตื่นเพราะร่างกายข้างในของเราอยากให้ตื่น ประการที่สอง เราตื่นจากการปลุกของใครคนหนึ่ง เราเต็มใจบ้างไม่เต็มใจบ้าง แต่เราก็ตื่นอยู่ดี จากการอ่านงานของคุณกนกพงศ์ ทำให้ผมถูกปลุกให้ตื่นจากความฝัน เพื่อมาสัมผัสโลกในแบบที่เราคุ้นเคยแต่เราก็หลงลืมมันไป

Sometimes we wake up because of two reasons. The first reason to wakeup is caused by the body itself which our inner self wants to wake up. The second reason is by someone else waking us up , sometimes willing and not willing to, but at the end we all wake up.

From reading Kanokpong’s work, it made me wake up from my dreams to touch and feel the world in a way that we are familiar with but we also forgotten.

หนัง(สือ)๒๕๒๑ Bo{ok}hemian arthouse
61 Talang Rd,Phuket Town
Phuket Siam 83000
Homepage http://www.room2521.com
http://www.NP2521.co.nr

edit @ 27 Feb 2008 18:53:47 by ennisdelmar